Pages

Showing posts with label อย่างจริงจัง. Show all posts
Showing posts with label อย่างจริงจัง. Show all posts

Monday, September 28, 2020

เผด็จการหรือประชาธิปไตย - ไทยรัฐ

suriyus.blogspot.com

พิสูจน์ให้เห็นชัดๆต่อหน้าปวงชนชาวไทย รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นฉบับที่แก้ไขยากที่สุด หรืออาจแก้ไขไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว.อย่างน้อย 84 คน แม้ ส.ส.จะเห็นด้วยทั้งสภา 500 เสียง ก็ไร้ความหมาย คณะกรรมการวิปรัฐบาลจึงต้องสั่งถอยในชั่วโมงสุดท้าย เพราะถ้าขืนดึงดันต่อ โดน ส.ว.ขี่คอคว่ำแน่

ต้องถือว่าผิดความคาดหมาย นักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่เชื่อว่ารัฐสภาซึ่งประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว. จะผ่านร่างของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างน้อย 1 ร่าง จากญัตติขอแก้ไขทั้งหมด 6 ญัตติ แม้ ส.ส. กับ ส.ว.จะเห็นต่าง ประเด็นการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเลือกตั้ง ส.ส.ร. มาร่างรัฐธรรมนูญ จึงเชื่อว่าจะผ่านอย่างน้อย 1 ญัตติ

เพื่อนำความเห็นต่างหรือความขัดแย้ง เข้าไปถกเถียงกันในสภาเพื่อหาแนวทางพบกันครึ่งทาง เป็นการถอนฟืนออกจากกองไฟ แต่ในที่สุดวิปฝ่ายรัฐบาลต้องสั่งถอย เพราะเชื่อว่าถ้าขืนเดินหน้าต่อไป ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกคว่ำแน่ กลายเป็นว่านอกจากไม่ยอมถอนฟืนจากกองไฟ ยังราดน้ำมันเข้าใส่กองเพลิง ตัวใครตัวมัน

ส.ว.บางคนอภิปรายว่า รัฐธรรมนูญแก้ปัญหาไม่ได้สักอย่าง อีกทั้งฉบับปัจจุบันก็เป็นประชาธิปไตยแล้ว เพราะผ่านการลงประชามติ ทั้งยังบิดเบือนว่าถ้าจะแก้ไขมาตรา 256 และเลือกตั้ง ส.ส.ร.จะต้องใช้งบถึง 3.6 หมื่นล้านบาท ความเป็นจริงก็คือถ้าแก้ ม.256 ก็ต้องลงประชามติ เพื่อให้ประชาชนตัดสิน

ที่ผ่านๆมาการลงประชามติแต่ละครั้งใช้งบประมาณ 3 พันล้านบาท แต่ในช่วงโควิดอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะอาจต้องจัดหน่วยเลือกตั้งเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาระยะห่างไม่ให้ผู้คนแออัด ถ้าแก้เฉพาะ ม.256 ทำประชามติครั้งเดียวก็พอ เว้นแต่จะยกร่างใหม่ทั้งฉบับ หรือยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ด้วยงบเลือกตั้งไม่ใช่งบประชามติ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ หนังสือพิมพ์บางฉบับพาดหัวข่าวว่า “ปาหี่การเมือง” สะท้อนถึงความจริงใจของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีที่กล่าวย้ำว่า “ไม่ขัดข้อง” ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่เคยผลักดันอย่างจริงจังและจริงใจ ส.ส.รัฐบาลส่วนใหญ่อาจคิด จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้โง่ไปทำไม

เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่พูดได้เต็มปากเต็มคำ ว่า “ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา” ให้สืบทอดอำนาจ สังคมไทยจะต้องอภิปรายอย่างจริงจังเสียที ประเทศไทยจะปกครอง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ (ยกเว้นฉบับรัฐประหาร) หรือด้วยเผด็จการที่ รัฐธรรมนูญไม่กล้าเขียน.

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


September 29, 2020 at 05:02AM
https://ift.tt/36buNUl

เผด็จการหรือประชาธิปไตย - ไทยรัฐ
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

Sunday, September 27, 2020

หนี้เสียจะไม่เพิ่มสูง หากเร่งปรับโครงสร้างหนี้อย่างจริงจัง - โพสต์ทูเดย์

suriyus.blogspot.com

หนี้เสียจะไม่เพิ่มสูง หากเร่งปรับโครงสร้างหนี้อย่างจริงจัง

วันที่ 28 ก.ย. 2563 เวลา 08:37 น.

คอลัมน์ เศรษฐกิจคิดง่ายๆ ตอนที่ 39/2563 โดย...สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร

สืบเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ทางสาธารณสุข จนมีผลกระทบต่อการหยุดชะงักของการทำกิจกรรมทางธุรกิจ ต่อเนื่องมาจนถึงการเริ่มเปิดบ้านเปิดเมืองให้มีกิจกรรมทางการค้าขายภายในประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยยังมีการรักษาระดับตัวเลขผู้ติดเชื้อภายในประเทศอยู่ที่ 0 คนมาอย่างต่อเนื่องเกินกว่าสามเดือนอย่างที่เราเห็นกันอยู่ ในด้านของคนเป็นหนี้ระดับบุคคลธรรมดาที่มีหนี้บ้าน หนี้รถยนต์ หนี้บัตรเครดิตและหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลก็จะพบว่า ในช่วงเฟสที่ 1 ของการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ที่ธนาคารกลางได้กรุณาจัดให้ก็คือ การให้ชะลอการชำระหนี้ที่ถึงกำหนดในช่วงเวลานั้นได้ ภาษาชาวบ้านที่เข้าใจง่ายๆ คือแขวนต้นเงิน แขวนดอกเบี้ย โดยไม่ถูกนับว่าเป็นลูกหนี้ค้างชำระ หรือไม่ถือว่าเป็นหนี้เสียมาตรการช่วงแรกคือช่วงสามเดือนจากเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2563 ในภาษาแวดวงทางการเงินก็คือ Debt payment holiday ตัวอย่างที่ผู้เขียนพบในตลาดเงินกู้ที่มีการทำกันคือ

1. สินเชื่อบัตรเครดิต สามารถลดยอดจ่ายขั้นต่ำจากเดิม 10% เป็น 5% หรือบางที่ลดลงไปถึง 3% สิ่งที่สถาบันการเงินทำคือส่ง SMS แจ้งลูกค้าว่าได้รับสิทธิอัตโนมัติ หากไม่ต้องการใช้สิทธิก็แจ้งกลับประมาณนี้ ผลตอบรับคือลูกหนี้ที่ยังพอจ่ายได้ก็ยังจ่ายสูงกว่าหรือเท่ากับ 10% ด้วยเหตุว่ากลัวมีดอกเบี้ยจ่ายเยอะขึ้น อันนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่าความสามารถในการชำระหนี้หรือการเลี้ยงงวดต่อไปอีกระยะหนึ่งยังทำได้

2. สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ก็พบว่าทางเจ้าหนี้ก็ออกมาตรการมาแบบว่า ค่างวดเช่าซื้อในช่วง 3 เดือนนั้นให้ยกไปจ่ายต่อท้ายงวดสุดท้ายของสัญญา แต่ให้จ่ายเงินในช่วง 3 เดือนนั้นเดือนละไม่เกินพันบาท คิดแบบบ้านๆ คือ มันเป็นดอกเบี้ยในช่วงที่เว้นวรรคไม่ต้องจ่ายค่างวด 3 งวดนั้น หรือมีอีกแบบคือแยกค่างวดออกเป็นต้นเงินกับดอกเบี้ย แล้วให้จ่ายแต่ดอกเบี้ย ยกเอาต้นเงินนั้นไปต่อตอนท้ายเพื่อจ่ายในวันข้างหน้า แบบนี้เรียกว่าจ่ายแต่ดอกเลี้ยงงวดกันไป วันข้างหน้าค่อยว่ากัน

3. สินเชื่อบ้าน อันนี้ก็จะมีลูกเล่นหลายแบบ แต่ที่เห็นเยอะหน่อยก็คือ ในยอดค่าผ่อนหนี้บ้านรายเดือนก็เอามาแยกเป็นต้นเงินกับดอกเบี้ย แล้วให้ลูกค้าจ่ายดอกเบี้ยเต็มยอดบ้าง 50% ของยอดดอกเบี้ยบ้าง (ยอดที่เหลือแขวนไว้จ่ายกันวันหลัง) เรียกรวมๆ มาตรการนี้ว่าลดยอดการผ่อนชำระลงให้เหลือเท่าที่พอจะจ่ายได้ แบบว่าพยุงกันไปก่อนเดี๋ยวค่อยว่ากัน เพราะเวลานั้นมันมาเจอหน้ากันไม่ได้

4. พวกสินเชื่อส่วนบุคคล หรือกู้เป็นก้อนผ่อนเป็นงวด ส่วนใหญ่ช่วงแรกก็อาจยังไม่มีอะไรมารองรับ แต่ที่สุดก็มีการลดยอดผ่อนต่อเดือนลงมาจนเต็มที่สุดๆ กันก็น่าจะอยู่ที่ 30% ของยอดผ่อนเดิมหรือไม่ก็ยกยอดการผ่อน 3 งวดนี้ไปไว้ข้างหลัง หรือทำตารางการชำระหนี้ใหม่แบบมีฟันหลอไม่ต้องจ่ายในช่วงนั้น แต่พอครบเวลาแล้วต้องมาเริ่มจ่ายตามตารางใหม่ ประเด็น คือ ลูกค้าสินเชื่อแบบนี้จะเป็นลูกหนี้ที่รายได้ไม่สูงมาก หากได้รับผลกระทบแบบว่างงาน ลดชั่วโมงทำงานก็จะแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งประเภทลักษณะเงินเดือนไว้ใช้หนี้ OT เอาไว้กินใช้ พอมันไม่มี OT งานก็เข้าในเรื่องการชำระหนี้ทันที สินเชื่อส่วนบุคคลในสายตาผู้เขียนคือตัวปัญหาที่น่าหนักใจที่สุดในบรรดาหนี้การบริโภคของบุคคลธรรมดา

หากแต่ภาพสะท้อนจากการให้ข้อมูลของทุกฝ่ายต่างมองไปว่า ยังอยู่ในขีดความสามารถที่จะบริหารจัดการได้ เช่น

จากฟากฝั่งผู้ทำนโยบายระบุว่า... การแก้ไขหนี้ ธนาคารก็จะพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ ดูตามศักยภาพของลูกหนี้ เรา (หมายถึงภาครัฐ) ก็พยายามช่วยเหลือ และทุกธนาคาร/สถาบันการเงินพยายามช่วย ฝั่งลูกหนี้เองต้องมองระยะยาวด้วยว่า ทำอย่างไรให้ธุรกิจ (พวก SME รายย่อยที่ใช้สินเชื่อพวกนี้มาดำเนินธุรกิจ) กลับมาให้ได้ SME ต้องปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจใหม่เช่นกัน เราถึงไปรอดกันทุกคน..

ฝั่งของนายธนาคารก็ระบุในเนื้อข่าวว่ามั่นใจและสามารถบริหารจัดการได้ หนี้เสียอาจเพิ่มขึ้นได้บ้างเนื่องจากธนาคารได้ลงสนามสำรวจลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวมาแล้วกว่า 9 หมื่นราย พบว่า ราว 80% ไม่ต้องการมาตรการช่วยเหลือต่อ อีก 6% อยู่ระหว่างการสำรวจ และ 0.5% หรือราว 400 กว่าราย ปิดกิจการ ถือว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้แย่กว่าที่คาดไว้เมื่อช่วง 4 เดือนที่แล้ว

ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ก็คงเป็นเรื่องของเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่จะต้องทำให้การจ่ายหนี้คืนอยู่ในระดับที่รับกันได้ คิดแบบว่า ถ้าลูกหนี้รอด สถาบันการเงินก็รอด จะรอดก็ต้องรอดไปด้วยกัน เรื่องนี้จะไปได้ดีหรือทุลักทุเลก็มีประเด็นเรื่องการรักษารายได้ให้มีอยู่ต่อไปผ่านการมีงานทำ ยังมีธุรกิจที่เดินต่อไปได้ด้วยความหวังว่าวัคซีนจะมาปลายปี 2565

ขอทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงครับ

Let's block ads! (Why?)


September 28, 2020 at 08:46AM
https://ift.tt/30fb6Hj

หนี้เสียจะไม่เพิ่มสูง หากเร่งปรับโครงสร้างหนี้อย่างจริงจัง - โพสต์ทูเดย์
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

'ปรับเปลี่ยน' ไม่พอต้อง 'ปฏิรูป' - โพสต์ทูเดย์ work-life-balance - โพสต์ทูเดย์

suriyus.blogspot.com

การรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน แต่มันต้องปฏิรูป

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ เปลี่ยนแปลงอย่างท้าทายความสามารถมนุษย์อยู่ตลอดเวลา องค์กรที่จะอยู่รอดต้องปรับตัว หาไม่ต้องล่มสลาย ผลกระทบจากไวรัสโควิด 19 นั้นรุนแรง ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างเป็นวงกว้างทั่วโลก เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักว่า แนวคิดการพัฒนาคนและองค์กรให้ยั่งยืนนั้น ต้องก้าวข้ามจากมุมมองของแค่การปรับเปลี่ยน (Change) มาเป็นการปฏิรูป (Transformation)

คำถามที่สำคัญคือ เราต้องปฏิรูปอะไร อย่างไร องค์กรจึงจะอยู่รอด และอยู่อย่างมีคุณค่า

1.การยกระดับจากการขายสินค้าหรือบริการ มาเป็น “การสร้างคุณค่า” ให้กับผู้บริโภค

เพราะเป้าหมายขององค์กรคือความอยู่รอดอย่างยั่งยืน ดังนั้น ในการดำเนินงาน องค์กรจึงต้องยกระดับจากการพัฒนาหรือปรับปรุงสินค้าและบริการ เพียงเพื่อเพิ่มยอดขายหรือเพื่อตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าอย่างผิวเผิน มาเป็น “การสร้างคุณค่า” ให้เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคอย่างจริงจัง

2.การปรับมุมมองจากการพัฒนา “คน” มาเป็นการพัฒนา “มนุษย์”

เพราะองค์ประกอบสำคัญขององค์กรคือมนุษย์ มนุษย์มีชีวิต ชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น การบริหารองค์กรเพื่อความยั่งยืนจึงต้องก้าวข้ามจากการพัฒนาคน มาเป็นการยกระดับ “คุณค่าของความเป็นมนุษย์” เพระมันให้ความหมายที่สูงกว่า และ ณ จุดนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถระเบิดศักยภาพภายในออกมาได้อย่างเต็มที่ สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้ เพื่อสร้างการนำตนเอง เล่นเชิงรุก

3.การพลิกมุมมองจาก “การพัฒนาเชิงเดี่ยว” มาเป็น “การพัฒนาเชิงองค์รวม”

เพราะที่ผ่านมา การพัฒนาองค์กรไม่ยั่งยืนนั้นเป็นเพราะสาเหตุหนึ่งก็คือ การพัฒนาดังกล่าวยังยึดติดอยู่กับกรอบแนวคิดการพัฒนาแบบแยกส่วน เราจึงต้องปรับมุมมองต่อการพัฒนาองค์กรเสียใหม่ ให้หลุดออกจากมุมมองที่คับแคบ เชิงเดี่ยว มาเป็น “มุมมองเชิงองค์รวม” ครอบคลุมทุกมิติชีวิต คือ จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และภาวะผู้นำ

4.ต้องก้าวข้ามจากการพัฒนาเพื่อ “ความมีประสิทธิภาพ” มาเป็นการพัฒนาเพื่อ “ความยั่งยืน”

เพราะชีวิตมีมิติของเวลา มันดำเนินไปอย่างสืบเนื่องเชื่อมโยงอย่างเป็นสายเป็นกระแส ดังนั้น การพัฒนาจึงต้องก้าวข้ามจากเพียงเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่คับแคบ มาเป็นการพัฒนาในมุมมองที่กว้างไกลอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเติบโตอย่าง “สมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืน”

5.การยกระดับการเปลี่ยนแปลงจากแค่ “การปรับพฤติกรรม” มาเป็น “การพัฒนาที่ฐานรากชีวิต”

เพราะความยั่งยืนไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยการปรับแต่งพฤติกรรมซึ่งเป็นเรื่องผิวเผิน ฉาบฉวย แต่ต้องเป็นการปรับเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต นั่นคือ “กรอบความคิด” ด้วยการปรับมุมมองที่มีต่อตนเองเสียใหม่เชิงบวก เห็นตนเองมีค่า สร้างความมั่นคงเข้มแข็งภายใน มีภูมิต้านทาน เพื่อดึงศักยภาพภายในออกมาให้สามารถนำตนเองเพื่อเล่นเชิงรุกได้อย่างแท้จริง อีกทั้งปรับมุมมองที่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง เพื่อดึงศักยภาพทีมงานออกมาอย่างมีพลังร่วม ให้เป็นหนึ่งเดียว

6.การปรับสมดุลของทั้ง “Hard Skills” และ “Soft Skills”

สาเหตุหลักประการหนึ่งขององค์กรที่ไม่ยั่งยืนก็คือ การขาดความเข้าใจว่าองค์กรมีชีวิตที่ประกอบด้วยทั้งส่วนที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม องค์กรส่วนใหญ่จึงเน้นแต่การพัฒนาความสามารถด้านเทคนิคและการบริหารจัดการ แต่ละเลยการพัฒนาความสามารถด้านทักษะชีวิตที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การพัฒนาองค์กรให้มั่นคงยั่งยืนจึงต้องเป็นการสร้างความสมดุลของการพัฒนาทั้งด้านเทคนิคและทักษะชีวิต หรือทั้ง “Hard Skills” และ “Soft Skills”

7.“ผลลัพธ์สุดท้าย” ไม่สำคัญเท่า “กระบวนการเรียนรู้”

องค์กรที่เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืน ต้องเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และองค์กรแห่งการเรียนรู้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการลอกเลียนแบบหรือเน้นแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ต้องมาจากความมุ่งมั่นต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองซึ่งเกิดจากมุมมองเชิงระบบที่ว่า “ปัญญา องค์ความรู้ และกระบวนการเรียนรู้ใดๆ เกิดจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง”

8.การรับมือกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพต้องสร้าง “นวัตกรรม” ผ่าน “แนวคิดเชิงระบบ”

เพราะการแก้ปัญหาให้ได้ผลไม่สามารถจัดการได้ด้วยมุมมองเส้นตรงเชิงเดี่ยว แยกส่วน แต่ต้องเป็นการเปิดมุมมองใหม่ว่า ความท้าทายใดๆ ที่ผ่านเข้ามานั้น มันล้วนมีธรรมชาติของ “ความเป็นระบบ” ซึ่งเกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ดังนั้น ในการแก้ปัญหา จึงจำเป็นต้องหาว่าอะไรคือองค์ประกอบหลักที่มีส่วนต่อปัญหาดังกล่าว แล้วปรับเปลี่ยนการเชื่อมโยงเสียใหม่ให้หลากหลาย เพื่อให้ได้เป็นทางเลือกที่แตกต่าง ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจที่สูงกว่า และเราเรียกสิ่งนี้ว่า “ความคิดสร้างสรรค์”

9.การรับมือปัญหาอย่างยั่งยืนต้องปรับมุมมองจาก “มุมมองเชิงเดี่ยว” มาเป็น “มุมมองเชิงซ้อน”

เพราะนอกจากการพัฒนาแนวคิดเชิงระบบเพื่อแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เราจำเป็นต้องเข้าใจว่า ปัญหาใดๆ ก็ตามล้วนเป็น “ปัญหาระบบเชิงซ้อน” มันเป็นระบบซ้อนระบบปัญหาต่างๆจึงทับซ้อนกันและถูกถักทอหลอมรวมเชื่อมโยงและส่งผลซึ่งกันและกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเป็นการพิจารณาเชิงระบบที่ทับซ้อนกันทั้งแนวราบและแนวลึก

10.ที่สุดของการพัฒนาบุคลากรคือ “การพัฒนาความสามารถในการนำตนเองเชิงรุก”

ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งของการพัฒนาบุคลากรคือ การสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่น ภายในเข้มแข็ง มีภูมิต้านทาน ไม่หวั่นไหว รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรให้เหมาะสมเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ เข้ามากระทบ เพื่อสร้างความสามารถในการนำตนเองเชิงรุก ทั้งหมดนี้จะเป็นจริงได้ บุคคลต้อง “เห็นคุณค่าตนเอง” เท่านั้น

11.การสร้างองค์กรให้เป็นเอกภาพต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลงบนฐานของ “คุณค่ามนุษย์”

เพราะ “ภาวะผู้นำ” มิใช่ “ตำแหน่งผู้นำ” ตำแหน่งผู้นำเป็นเรื่องที่แต่งตั้งกันได้ แต่ภาวะผู้นำต้องเกิดจากการยอมรับเท่านั้น และการยอมรับจะเกิดขึ้นได้ เขาเหล่านั้นต้องได้รับการยอมรับก่อนในรูปของการเข้าใจและยอมรับในตัวตน มันคือการก้าวข้ามของ “การมองคนให้เป็นมนุษย์” เพราะมนุษย์มีชีวิต ชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย และ “ใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” ด้วยการยอมรับจากบุคคลรอบข้างนี้เอง ภาวะผู้นำจึงเกิดขึ้น และเมื่อต่างฝ่ายต่างยอมรับซึ่งกันและกัน ผู้นำจึงจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างทีมงานให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ นำพาองค์กรสู่ความมั่นคงยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

12.ชีวิตคือการเรียนรู้ การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงต้องเป็น “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”

เพราะชีวิตเป็นกระบวนการสืบเนื่องเชื่อมโยงในทุกขณะ และทุกขณะนั้นคือการเรียนรู้ การเรียนรู้จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นสายเป็นกระแส ดังนั้น “ชีวิตคือกระบวนการเรียนรู้โดยตัวของมันเอง”

“การเรียนรู้ที่แท้จริงจึงเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต” องค์กรที่ยั่งยืนจึงต้องเสริมสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

13.เปลี่ยนใครไม่สำคัญเท่า “เปลี่ยนที่ตนเอง”

เพราะธรรมชาติไม่เคยหยุดนิ่งอ่อนไหวซับซ้อนและคลุมเครือบุคลากรจึงต้องปรับตามเพื่อความอยู่รอดและการเปลี่ยนแปลงใดๆทุกคนในองค์กรต้องเข้าใจก่อนว่าต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ

...ความท้าทาย ปัญหา ไม่มีวันหมด มันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หากจะยั่งยืนแค่ปรับเปลี่ยนไม่พอ มันต้องปฏิรูป!!

Let's block ads! (Why?)


September 28, 2020 at 07:28AM
https://ift.tt/2EElxgb

'ปรับเปลี่ยน' ไม่พอต้อง 'ปฏิรูป' - โพสต์ทูเดย์ work-life-balance - โพสต์ทูเดย์
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

Thursday, September 24, 2020

เมื่อ The Coffee Club บอกว่าตัวเองไม่ใช่ 'ร้านกาแฟ' ก้าวต่อไปคือรุกตลาดคนไทย - thestandard.co

suriyus.blogspot.com

ถึง The Coffee Club เชนร้านกาแฟจากแดนจิงโจ้ จะเข้ามาสู่เมืองไทยได้ 15 ปีแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าวันนี้ภาพของแบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนไทยโดยทั่วไปสักเท่าไรนัก นั่นเป็นเพราะในระยะแรกการเปิดร้านถูกผูกไปกับหัวเมืองท่องเที่ยว ถัดมาไม่นานก็เปิดกับโรงแรมในเครืออนันตราเพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นหลัก อีกทั้งยังมีราคาที่ค่อนข้างสูงและเมนูที่เน้นขายอาหารตะวันตก กลุ่มลูกค้าจึงเป็นนักท่องเที่ยวถึง 80% และคนไทยเพียง 20% 

ถึงปัจจุบัน The Coffee Club จะขยายจนมี 59 สาขา ทว่า สาขาส่วนใหญ่หากไม่อยู่ในเมืองท่องเที่ยวก็จะเป็นย่าน CBD ที่เน้นอิงกับนักท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยมีมากกว่า 20 สาขา หากเป็นสถานการณ์ปกติคงไม่เกิดปัญหาอะไร แต่พอเกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงา แน่นอนว่ากระทบกับ The Coffee Club เต็มๆ 

จริงๆ แล้ว The Coffee Club วางแผนที่จะรุกตลาดคนไทยอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เพื่อทำให้สัดส่วนของลูกค้าสมดุลและไม่พึ่งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปมากกว่ากัน แต่การระบาดของโควิด-19 ทำให้แผนการดังกล่าวต้องหยุดชะงักไป และเริ่มกลับมารุกตลาดคนไทยอย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้

สิ่งที่ The Coffee Club ทำสำหรับบุกเข้าหาคนไทยคือ ยอมที่จะลดราคาอาหารลงประมาณ 15-20% เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ตัดเมนูที่มีราคาแพงกว่า 500 บาทออกไป พร้อมๆ กับปรับเปลี่ยนเมนู โดยเพิ่มอาหารไทยแทรกเข้ามามากขึ้น และปรับลดอาหารตะวันตกไม่ให้อยู่ในสัดส่วนมากกว่า อีกทั้งยกเลิกการเก็บเซอร์วิสชาร์จ 10% และภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าเรียกร้องมาตลอด

แต่กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นเพียงเบื้องต้นเท่านั้น เพราะ The Coffee Club รู้ดีว่าความท้าทายใหญ่ที่สุดของแบรนด์คือ ‘การรับรู้’ ของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่ง The Coffee Club จะสื่อสารให้มากขึ้นในช่วงต่อจากนี้ไป

 

“The Coffee Club ไม่ใช่ร้านกาแฟหรือคาเฟ่ แม้ชื่อจะเป็น Coffee Club ก็ตาม แต่จริงๆ แล้วเราคือร้านอาหาร เพราะในเมนูนั้นเราขายอาหารและเครื่องดื่มในสัดส่วน 50:50 แต่เมื่อมองเข้าไปในยอดขาย 60% มาจากอาหาร และ 40% มาจากเครื่องดื่ม” ณญาดา วรรณวิไชย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เดอะ คอฟฟี่ คลับ ประเทศไทย กล่าว

การบอกว่าตัวเองเป็นร้านอาหารมาพร้อมกับโอกาสและความท้าทาย สำหรับโอกาสนั้นทำให้ The Coffee Club สามารถกระโดดจากตลาดร้านกาแฟที่มีมูลค่าราว 2.5-3 หมื่นล้านบาท ไปสู่ตลาดร้านอาหารที่มีมูลค่ามหาศาลกว่า 4 แสนล้านบาท แต่ความท้าทายนั้นอยู่ที่ The Coffee Club มีขายทั้งกาแฟและอาหาร ทำให้คู่แข่งเกิดขึ้นทั้ง 2 กลุ่ม 

อย่างการขายกาแฟและเครื่องดื่มที่เป็นคู่แข่งตรงๆ คือ Starbucks และ Tim Hortons แต่การบ้านข้อใหญ่ของ The Coffee Club อยู่ที่ราคาเริ่มต้นที่สูงกว่า ส่วนร้านอาหารนั้นเข้ามาชนกับ Greyhound Café ซึ่ง The Coffee Club มีเมนูที่น้อยกว่าค่อนข้างมาก 

แต่นั่นเป็นความท้าทายที่จะแก้ในระยะต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ของ The Coffee Club คือการสื่อสารไปถึงลูกค้าอายุ 20-29 ปี จากเดิมที่กลุ่มลูกค้าหลักจะมีอายุตั้งแต่ 33-50 ปีขึ้นไป โดยได้มีการจัดแคมเปญ The Egg Club นำเมนูไข่มาโปรโมต โดยมีทั้งหมด 6 เมนู แบ่งเป็นอาหาร 5 เมนู และเครื่องดื่ม 6 เมนู มีราคาเริ่มต้น 99 บาท พร้อมกันนี้ได้ตกแต่งร้านสาขาสามย่านมิตรทาวน์ด้วยไข่เพื่อเพิ่มกิมมิก 

“ที่เราเลือกไข่เพราะเป็นอาหารเช้าที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว อีกทั้ง The Coffee Club เราขึ้นชื่อด้านอาหารเช้า เห็นได้จากยอดขายมาจากกลุ่มนี้ถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ เราหวังว่าแคมเปญที่จะจัดไปถึงเดือนตุลาคมจะสามารถกระตุ้นลูกค้าใหม่ๆ ให้อยากเดินเข้ามาที่ร้านได้”

ปัจจุบัน The Coffee Club ยังมีร้านที่ปิดอยู่ 29 สาขา ซึ่งร้านเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองท่องเที่ยว โดยหลังจากที่กลับมาเปิดเมื่อคลายล็อกดาวน์ ลูกค้าลดลงเหลือเฉลี่ย 120 คนต่อสาขา จากก่อนหน้านี้ 180 คนต่อสาขา เป้าหมายปัจจุบันคือต้องการเพิ่มเป็น 160 คนต่อสาขา ที่ผ่านมามียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 200 บาทต่อใบเสร็จ สำหรับภาพรวมปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ราว 600 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่เคยทำได้ 1,000 ล้านบาท 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

Let's block ads! (Why?)


September 25, 2020 at 01:19AM
https://ift.tt/309IuiS

เมื่อ The Coffee Club บอกว่าตัวเองไม่ใช่ 'ร้านกาแฟ' ก้าวต่อไปคือรุกตลาดคนไทย - thestandard.co
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

'FinCEN Files' แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง แฉยับ ธนาคารใหญ่ไม่จริงจังสู้ฟอกเงิน - ไทยรัฐ

suriyus.blogspot.com
  • สื่อและนักข่าวสืบสวนทั่วโลกร่วมกันตรวจสอบเอกสารรายงานธุรกรรมธนาคารที่น่าสงสัยจำนวนหลายพันฉบับที่รั่วไหลออกมา กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในแวดวงธนาคารรอบใหม่ ที่เรียกว่า FinCEN Files
  • ธนาคารขนาดใหญ่ของโลกหลายเจ้า ถูกเปิดโปงว่าไม่จริงจังในการต่อสู้กับการฟอกเงิน ปล่อยให้อาชญากรโยกย้ายเงินผ่านบัญชีของพวกเขาไปทั่วโลก
  • การเปิดโปงของ FinCEN Files เป็นหลักฐานว่า มาตรการป้องกันการฟอกเงินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นใช้การไม่ได้ และจำเป็นต้องมีการแก้ไข หรือออกมาตรการใหม่ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้กลายเป็นวงจรอุบาทว์ไม่รู้จบ

FinCEN Files คืออะไร?

ก่อนจะพูดถึง FinCEN Files ต้องทราบก่อนว่า FinCEN เป็นตัวย่อของ ‘เครือข่ายสืบสวนอาชญากรรมทางการเงิน’ สังกัดกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งคอยรับ ‘รายงานกิจกรรมน่าสงสัย’ (Suspicious Activity Report: SAR) ที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินทั่วโลกส่งมา เมื่อพวกเขาพบการทำธุรกรรมทางการเงินด้วยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อาจเป็นการฟอกเงิน หรือพฤติกรรมน่าสงสัยอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับ

แต่อยู่มาวันหนึ่งเอกสารของ FinCEN จำนวน 2,657 ฉบับ ซึ่ง 2,121 ฉบับในจำนวนนี้คือรายงาน SAR ที่ถูกส่งมาระหว่างปี 2543-2560 (แต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงปี 2554-2560) กลับรั่วไหลไปถึงมือของ ‘บัซซ์ฟีด นิวส์’ (Buzzfeed News) กับ สมาคมนักข่าวสืบสวนระหว่างประเทศ (ICIJ) ทำให้เกิดการสืบสวนและแจกจ่ายเอกสารเหล่านี้ไปยังองค์กรสื่อ 108 แห่งใน 88 ประเทศทั่วโลก

เอกสารที่หลุดออกมาถือเป็นจำนวนน้อยนิด หรือเพียง 0.02% ของเอกสาร SAR กว่า 12 ล้านฉบับที่คาดว่าถูกส่งให้ FinCEN ในช่วงปี 2554-2560 เอกสารเหล่านี้จึงไม่อาจสะท้อนภาพรวมกิจกรรมทั้งหมดของธนาคารต่างได้ โดยที่บางฉบับเป็นเอกสารที่มาจากการสืบสวนของสภาคองเกรส เรื่องการแทรกแซงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2559 และเกือบครึ่งเป็น SAR จาก ดอยช์ แบงก์ ธนาคารใหญ่สุดของเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม การสืบสวนกว่า 1 ปี ของ Buzzfeed กับ ICIJ พบว่า เอกสารจำนวนเล็กน้อยนี้ ครอบคลุมการทำธุรกรรมทางการเงินมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมและการฟอกเงิน โดยที่กว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์มาจากธนาคาร ดอยช์ แบงก์ ทำให้ FinCEN Files เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง ของการฟอกเงินผ่านสถาบันทางการเงินเท่านั้น

วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย
วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย

ธนาคารแทบไม่ช่วยยับยั้งการฟอกเงิน

การรั่วไหลของ FinCEN Files เปิดโปงธนาคารรายใหญ่ของโลกหลายเจ้าว่า แทบไม่ช่วยยับยั้งการไหลเวียนของเงินผิดกฎหมายเลย อย่างกรณีของธนาคาร ‘HSBC’ ในอังกฤษ ที่ยอมให้อาชญากรโยกย้ายเงินหลายล้านดอลลาร์ที่ขโมยมาไปทั่วโลก แม้จะได้รับการแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่สืบสวนของสหรัฐฯ แล้วก็ตาม

ส่วนดอยช์ แบงก์ ของเยอรมนี ก็โยกย้ายเงินสกปรกขององค์กรอาชญากรรม, ผู้ก่อการร้าย และ ผู้ค้ายาเสพติด มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดระยะเวลาหลายปี แม้ระดับผู้บริหารจะได้รับการแจ้งเตือนแล้ว หรือธนาคาร ‘สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์’ โยกย้ายเงินให้ ‘อาหรับ แบงก์’ มานานนับทศวรรษ โดยที่เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่รู้ว่า บัญชีของลูกค้าธนาคารจอร์แดนแห่งนี้ ถูกใช้เพื่อเป็นทุนให้แก่ผู้ก่อการร้าย

ขณะที่ธนาคารบางแห่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของเงินเป็นใคร แต่ก็ให้ทำธุรกรรมเสียแล้ว เช่น ‘เจพี มอร์แกน’ ยอมให้บริษัทแห่งหนึ่งโอนเงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผ่านบัญชีธนาคารลอนดอน ทั้งที่ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ และพบภายหลังว่า บริษัทดังกล่าวอาจเป็นของสมาชิกองค์กรอาชญากรรม ซึ่งอยู่ในบัญชี 10 อาชญากรที่ เอฟบีไอ ต้องการตัวมากที่สุด

นอกจากนี้ ธนาคารหลายแห่งยังถูกใช้เป็นเส้นทางหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของบุคคลหรือประเทศต่างๆ โดยพบหลักฐานว่า อาร์คาดี โรเตนเบิร์ก หนึ่งในคนใกล้ชิดที่สุดของ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ใช้ธนาคาร ‘บาร์เคลย์ส’ ในลอนดอน โยกย้ายเงินเข้าสู่ยุโรป ทั้งที่ถูกห้ามไม่ให้ใช้บริการทางการเงินของชาติตะวันตก แล้วนำเงินไปซื้อผลงานศิลปะ

ธนาคารกลางของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ล้มเหลวในการแจ้งเตือน เรื่องบริษัทท้องถิ่นที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

ธนาคารต้องปรับ ระบบก็ต้องเปลี่ยน

FinCEN Files เผยอีกว่า สหราชอาณาจักรเป็นจุดที่เงินน่าสงสัยไหลเวียนมากที่สุด โดยเป็นที่ตั้งของบริษัทกว่า 600 แห่ง ที่ถูกระบุชื่อใน SAR ที่รั่วไหลออกมา ขณะที่สหรัฐฯ ตามมาเป็นอันดับที่ 2 ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อังกฤษมีกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินไม่เข้มงวดมากพอ และเพิ่งมีการแฉเมื่อเดือนมีนาคมว่า มีทนายความ, นักบัญชี และนายธนาคาร ร่วมการสร้างเครือข่ายบริษัทบังหน้าขนาดใหญ่ คอยบริหารเงินสกปรกให้ไหลผ่านกรุงลอนดอน

ในส่วนของธนาคาร พวกเขาส่งเอกสาร SAR ช้าเกินไป โดยตามกฎแล้วควรส่งภายใน 60 วันหลังจากตรวจพบกิจกรรมที่อาจเป็นความผิด แต่จากเอกสารกองนี้ Buzzfeed กับ ICIJ พบว่า ค่าเฉลี่ยระยะเวลาที่ธนาคารส่งรายงานอยู่ที่ 166 วัน หลังพบความผิดปกติ หรือเกือบครึ่งปี

นอกจากนี้ เรื่องที่น่าตกใจคือ ธนาคารมักใช้การค้นหาจากอินเทอร์เน็ต เพื่อหาว่าลูกค้าของพวกเขาเป็นใคร และส่งรายงาน SAR หลังจากข่าวเรื่องความน่าสงสัยในการทำธุรกรรมแดงออกมา หรือมีการสืบสวนอย่างเป็นทางการ ทั้งที่ตามกฎหมายแล้ว ธนาคารต้องรู้ว่าลูกค้าเป็นใคร และไม่ใช่ว่าส่ง SAR แล้วรอให้เจ้าหน้าที่มาจัดการปัญหา ธนาคารก็ควรช่วยหยุดการทำธุรกรรมต้องสงสัยด้วย

ด้านเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทางการเงิน ก็สามารถตามรอยเงินสกปรกกลับมาได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น โดยรายงานเมื่อปี 2554 ของสำนักงานต่อต้านอาชญากรรมและยาเสพติดของสหประชาชาติระบุว่า เจ้าหน้าที่ยึดหรืออายัดเงินสกปรกที่ไหลเวียนอยู่ทั่วโลกได้ไม่ถึง 1% เท่านั้น บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าระบบในปัจจุบันซึ่งมีอายุหลายสิบปีนั้น ใช้การไม่ได้และต้องได้รับการแก้ไข

โอกาสแห่งความเปลี่ยนแปลง หรือวงจรอุบาทว์

ช่องโหว่ที่ปรากฏให้เห็นใน FinCEN Files อาจกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย หลายฝ่ายเริ่มขยับตัวปรับนโยบายกันแล้ว เช่น รัฐบาลอังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูปการลงทะเบียนข้อมูลบริษัท เพื่อจำกัดการฉ้อโกงและฟอกเงิน ขณะที่ FinCEN ประกาศข้อเสนอ ปฏิรูปมาตรการต่อต้านการฟอกเงินของตัวเอง

แต่คำถามคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเพียงพอหรือไม่? ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารที่รั่วไหลออกมา ส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมในอดีต ที่ธนาคารจำนวนมากถูกลงโทษปรับ หรือคว่ำบาตรโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ไปแล้ว ฐานมีความเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน แต่ดูเหมือนว่า เงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่พวกเขาเสียไป จะไม่ได้ทำให้พวกเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเท่าไรนัก

ตราบใดที่ไม่มีการควบคุมและลงโทษอย่างจริงจัง เช่น นำตัวผู้รับผิดชอบเข้าคุก หรือถึงขั้นปิดธนาคาร เชื่อว่าข้อเสนอปฏิรูปของรัฐบาลอังกฤษ หรือ FinCEN คงทำอะไรไม่ได้มาก จริงอยู่ที่พาดหัวข่าวฉาวโฉ่จะทำให้ธนาคารยักษ์ใหญ่หุ้นตก แต่ก็บอกไม่ได้อยู่ดีว่าตกเพราะ FinCEN Files หรือปัจจัยอื่นๆ เมื่อเวลาผ่านไป หุ้นของพวกเขาก็จะฟื้นกลับคืนมา ข่าวฉาวก็จะค่อยๆ เงียบไป จนกระทั่งมีการแฉครั้งใหม่ให้โลกตื่นตัวอีกครั้ง แล้วก็เงียบหายไปอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่จบสิ้น

ผู้เขียน: H2O

ที่มา: Bloomberg, BBC, Forbes

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


September 25, 2020 at 07:00AM
https://ift.tt/32YpANu

'FinCEN Files' แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง แฉยับ ธนาคารใหญ่ไม่จริงจังสู้ฟอกเงิน - ไทยรัฐ
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

Tuesday, September 22, 2020

ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สู้วิกฤตโควิด-19 จ.ชลบุรี - ช่อง 7

suriyus.blogspot.com
จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า และทุกคนก็พยายามหาทางออก เพื่อให้ผ่านพ้นจากวิกฤต นายชาตรี ตรงเจริญทรัพย์ หรือ ชาตรี กุ้งก้ามแดง ชาวบ้านที่ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยได้เดินตามรอยพ่อ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง แบ่งพื้นที่ว่างเปล่ารอบๆ บ้านประมาณ 100 ตารางวา ทำการเกษตร

คุณชาตรี บอกว่า จะปลูกทุกอย่างที่อยากจะปลูก ไม่ว่าจะเป็นมะนาว โหระพา กะเพรา รวมทั้งผลไม้ก็มีปลูก เช่น ลำไย ทุเรียน ละมุด นอกจากนี้ยังเลี้ยงเป็ด ไก่ ปลา และกุ้งก้ามแดง โดยได้ทำมานานประมาณ 7 ปี และในช่วงวิกฤตโรคโควิด-19 ก็ไม่มีผลกระทบมากนัก เพราะยังมีรายได้วันละ 500 ถึง 1,000 บาท อีกทั้งยังมีกินมีใช้อย่างพอเพียงตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องไปซื้อไปหาจากที่อื่น และเชื่อว่าหากลงมือทำได้ ก็จะไม่อดอยากสามารถผ่านทุกวิกฤตได้แน่นอน

คุณชาตรี ยังเชื่อว่า หากทุกคนยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต จะทำให้มีกินมีใช้อย่างพอเพียงตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องไปซื้อไปหาจากที่อื่น และเชื่อว่าหากลงมือทำอย่างจริงจัง ก็จะไม่อดอยากสามารถผ่านทุกวิกฤตได้แน่นอน

Let's block ads! (Why?)


September 23, 2020 at 08:58AM
https://ift.tt/2G41OXj

ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สู้วิกฤตโควิด-19 จ.ชลบุรี - ช่อง 7
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

"เหมือนเกิดใหม่" เปิดใจโชเฟอร์ ศาลยกฟ้องคดียัดยาบ้า 1 เม็ด - ข่าวไทยพีบีเอส

suriyus.blogspot.com

เปิดใจโชเฟอร์สิบล้อที่ถูกตำรวจด่านสามร้อยยอดยัดยาบ้า 1 เม็ด สู้คดีแสดงความบริสุทธิ์ใจมาแรมปี ระบุเหมือนตายแล้วได้เกิดใหม่ หลังศาลสั่งยกฟ้องคดีครอบครองยาบ้า 1 เม็ด พร้อมวอนให้ทาง ผบ.ตร.ลงมางวดขันอย่างจริงจัง เพราะตำรวจน้ำดีจะเสื่อมเสียจากตำรวจนอกแถว

กรณีนายโสภณ วงศ์สวัสดิ์ โชเฟอร์ขับรถบรรทุก ตกเป็นผู้ต้องหา ครอบครองยาบ้า 1 เม็ด หลังจากถูกตำรวจตรวจค้นบริเวณด่านในพื้นที่สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่นายโสภณปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และตรวจปัสสาวะไม่พบสารเสพติด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 พ.ย.2562 ต่อมามีการเผยแพร่คลิปภาพจากกล้องวงจรปิดระหว่างเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้น โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเพื่อขอความเป็นธรรม หากมีการยัดยาบ้าทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก 

วานนี้ (22 ก.ย.2563) ที่ห้องพิจาณาคดีที่ 4 ศาลจังหวัดหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นัดพร้อมพนักงานอัยการฝ่ายโจทย์และจำเลย จากนั้นผู้พิพากษาใช้เวลาอ่านคำพิพากษา 10 นาที ให้ยกฟ้องจำเลยในคดีดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนายแรกขึ้นไปค้นหายาเสพติดบริเวณหน้ารถ แต่ไม่พบยาเสพติด ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายขึ้นไปค้นแล้วพบยาเสพติดยาบ้า 1 เม็ด ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนายอื่นไม่พบเห็นยาเสพติดดังกล่าวและขณะตรวจค้น จำเลยไม่ได้อยู่ร่วมด้วย พยานหลักฐานที่ได้มาจึงไม่ชอบ คดีมีเหตุควรสงสัย ศาลพิเคราะห์แล้วจึงยกข้อสงสัยให้เป็นประโยชน์ของจำเลย

เปิดใจคนขับรถบรรทุกหลังพ้นผิด

นายโสภณ กล่าวว่า คนจนคนหนึ่งที่ต้องการพิสูจน์เพื่อตามหาความยุติธรรม เมื่อสงสัยว่าถูกเจ้าหน้าที่รัฐกลั่นแกล้ง ซึ่งหลายคนไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาเรียกร้อง แต่คนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก หากไม่สู้ก็ต้องตกงาน สู้เพื่อพิสูจน์ตนเองถ้าเราไม่พิสูจน์สังคมก็ไม่รู้ ผลพิสูจน์ออกมาแล้วงานที่ทำก็คงจะดีขึ้น 

ยอมรับว่าเครียดมาก มาวันนี้รู้แล้วว่าความยุติธรรมยังมีอยู่จริง

นายโสภณ กล่าวว่า ต่อจากนี้ไปก็จะต้องมุ่งมั่นทำงานให้มากยิ่งขึ้น เพราะมีหนี้สินที่ตั้งแต่เกิดเรื่อง ก็แทบจะชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องจ่ายค่าบ้านเดือนเว้นเดือน เพื่อนำเงินที่หาได้ไปจ่ายค่ารถ เพราะอย่างน้อยทางธนาคารและทางบริษัท ก็ได้รับรู้ว่ายังมีการติดต่อแม้จะผ่อนชำระไม่ตรงงวดก็ตาม

นอกจากนี้ยังปรึกษากับทนายความว่าจะฟ้องกลับตำรวจชุดดังกล่าวอย่างไรเพราะทำให้ต้องสูญเสียโอกาสหลายอย่างจากคนขับรถบรรทุก มาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย พร้อมวิงวอนให้ประชาชนทุกคนลุกขึ้นสู่หากโดนตำรวจบางคนที่มีพฤติกรรมไม่ดี

อยากให้ทาง ผบ.ตร.ดำเนินการกับพวกตำรวจนอกรีดให้หมดไปจากองค์กร เพราะตำรวจพวกนี้ ซึ่งมีเพียงไม่มาก แต่กลับทำให้ตำรวจน้ำดี จำนวนมากต้องมาพลอยเสื่อมเสียไปด้วย

สู้ 1 ปียืนยันความบริสุทธิ์

ด้านนางผ่องพรรณ บัวคลี่ใบ ภรรยาของนายโสภณ กล่าวว่า เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของสามีว่าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แม้ตลอดระยะเกือบ 1 ปีเต็มหลังเกิดเรื่อง ต้องขึ้นลงเพื่อไปรายงานตัว และไปให้ปากคำทุกถ้อยคำ ทุกครั้งที่ถูกสอบปากคำ ก็ยังเป็นคำเดิมของคนบริสุทธิ์ใจจะเหมือนกันทุกครั้ง จนวันนี้ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า สามีตนเองบริสุทธิ์ หลังจากที่ศาลได้อ่านคำพิพากษายกฟ้อง ทำให้ตนเองและสามีคลายวิตกกังวลไปอย่างมาก หลังเครียดที่ต้องเป็นผู้ต้องหาโดยไม่ได้กระทำความผิด

นางผ่องพรรณ กล่าวอีกว่า เชื่อว่าประชาชนทุกคนไม่ต้องการ มีเรื่องกับทางตำรวจ เพราะเชื่อว่าไม่มีทางชนะได้ ในวันนั้นทางตำรวจยังพยายามพูดให้สามีตนยอมรับ และจะให้จ่ายเงิน 5,000 บาท ซึ่งจ่ายไปวันนั้น ก็จบเรื่อง ไม่ต้องมาเสียเวลา และเสียค่าใช้จ่าย ที่เสียไปไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท แต่นั้นมันไม่ใช่ เพราะเราคือผู้บริสุทธิ์ ที่ต้องการความยุติธรรมและความถูกต้อง


หลังจากถูกดำเนินคดีตั้งแต่พ.ย.2562 สูญเสียโอกาสหลายอย่าง ครอบครัวอยู่ในสถานะยากลำบาก ขาดรายขับรถสิบล้อได้เงินเดือน 20,000 บาท ปัจจุบันต้องเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้เงินเดือน10,000 บาท และยังถูกยึดใบขับขี่สาธารณะ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผลตรวจคนขับ 10 ล้อพบสารพืชกระท่อม ยันสู้คดี ตร.จับยาบ้าถึงที่สุด

 

Let's block ads! (Why?)


September 23, 2020 at 09:12AM
https://ift.tt/2RMEOiq

"เหมือนเกิดใหม่" เปิดใจโชเฟอร์ ศาลยกฟ้องคดียัดยาบ้า 1 เม็ด - ข่าวไทยพีบีเอส
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

Saturday, September 19, 2020

5 วิธีเลิกเสพติด “โซเชียลมีเดีย” อย่างจริงจัง - sanook.com

suriyus.blogspot.com

ฟังก์ชันการใช้งานของมือถือยุคปัจจุบันล้ำกว่าแต่ก่อนมาก มือถือเครื่องเดียวทำได้เกือบทุกอย่าง ทำใชีวิตประจำวันหลายคนจึงค่อนข้างต้องถือมือถือติดมือตลอดเวลา ว่าง ๆ ก็หยิบขึ้นมาจับ ๆ ไถ ๆ ทุก ๆ 5-10 นาที บางคนก็รู้สึกไปเองว่าโทรศัพท์สั่นจนต้องหยิบขึ้นมาดู นี่เป็นสัญญาณว่า เราเสพติดโซเชียลมีเดียมากเกินไปแล้ว

สาเหตุที่ทำให้หลายคนอยากจะเลิกเสพติดโซเชียลมีเดีย ก็เพราะการใช้ชีวิตอยู่ในโลกโซเชียลยากกว่าแต่ก่อนมาก ข่าวสารที่เกิดขึ้นรายวันมีแต่เรื่องชวนหดหู่ ผู้คนชอบแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือดโดยที่ไม่แคร์ว่าจะเป็นพิษกับคนที่เข้ามาอ่าน ตามติดชีวิตคนอื่นมากเกินไปแล้วเอามาเทียบกับตัวเอง เสพติดความดราม่าแบบไม่หลับไม่นอน ละเลยคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รวมถึงหมดเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ กลายเป็นปัญหาที่กระทบการทำงานและการใช้ชีวิต

istock-1204863959

ถ้าตั้งปณิธานไว้แล้วว่าต้องเลิกเสพติดโซเชียลให้ได้เสียที Tonkit360 จึงมีวิธีดี ๆ มาแนะนำ ซึ่งถ้าเราทำได้ตามนี้ รับรองว่าเลิกติดโซเชียลมีเดียแน่นอน

1. หักดิบขั้นสุด

ถ้าใจเด็ดพอจะลบแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็นสำหรับเรื่องงานได้ล่ะก็ ลบทิ้งไปเลยก็ได้ เพราะการที่เราไม่มีมันในมือถือ เราก็จะไม่สามารถใช้งานมันได้อีก แต่ถ้าไม่อยากลบก็ให้ log out ทุกครั้งหลังใช้งาน และไม่ตั้งค่าให้เครื่องจำรหัสผ่าน วิธีนี้จะช่วยให้เราลดการหยิบมือถือขึ้นมาเช็กนั่นนี่ตลอดเวลาได้ เพราะเมื่อเปิดหน้าจอขึ้นมาก็จะพบว่าแอปฯ ไม่ได้เปิด ถ้าขี้เกียจจะ log in บ่อย ๆ ก็จะลดจะลดการใช้งานไปได้เอง

2. ปิดการแจ้งเตือน

ปัญหาการติดโซเชียล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเสพติดที่จะอัปเดตความเป็นไปของโลกตลอดเวลา ดังนั้น ถ้าอยากจะลดการใช้โซเชียลมีเดีย ก็ให้ปิดการแจ้งเตือนทั้งสั่นทั้งเสียงในทุกแอปฯ ถ้ากลัวพลาดการติดต่อสำคัญ ก็ให้เว้นเวลาเช็กโทรศัพท์ให้นานขึ้น จากทุก 5 นาที เป็นครึ่งชั่วโมง พอเริ่มชินก็เป็นชั่วโมงแทน หรือทางที่ดีจะปิดเครื่องไปเลยก็ได้ จะได้ไม่เห็น ไม่รับ ไม่รู้ ไม่ใส่ใจกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

3. กำหนดเวลาการใช้งาน

ถ้ามั่นใจว่าสามารถควบคุมตนเองได้ ก็ไม่จำเป็นต้องลบแอปฯ ทิ้ง หรือปิดการแจ้งเตือนแบบสั่น เพียงแค่แบ่งเวลาการใช้งานให้ชัดเจน หมดเวลาคือวางแล้วกลับไปทำงาน หรือจะโหลดแอปพลิเคชันที่ช่วยจำกัดการใช้งานโซเชียลมีเดียมาใช้ บางแอปฯ จะแจ้งเตือนเมื่อครบเวลาการใช้งานว่าต้องหยุด แต่บางแอปฯ จะปิดการใช้งานของแอปฯ โซเชียล แล้วล็อกเครื่องเลย จะเปิดอะไรก็ไม่ได้ โทรออกได้อย่างเดียว เป็นการกลับสู่ฟังก์ชันของโทรศัพท์ที่แท้จริง

4. จัดการกับอินเทอร์เน็ต

ถ้าไม่มีอินเทอร์เน็ต เราก็เล่นโซเชียลมีเดียไม่ได้จริงไหม? เพราะถ้าไม่อยากจะลบ ๆ โหลด ๆ แอปฯ ไม่อยาก log in-log out บ่อย ๆ ไม่อยากปิดเครื่อง ก็ปิดอินเทอร์เน็ตแทน เมื่อไม่อยากให้เน็ตหมดไว เราก็จะปิดเน็ตทุกครั้งหลังใช้งาน และพยายามจะใช้ให้น้อยที่สุด  ถ้ากลัวจะตบะแตก ก็เปลี่ยนแพ็กเกจเน็ตเป็นแบบจำกัดการใช้งาน ซึ่งการปิดสัญญาณเน็ตดีจะดีตรงที่แค่เปิดเน็ตกลับมา แจ้งเตือนก็เด้งขึ้นมาด้วย ไม่พลาดการติดต่ออะไร

5. หากิจกรรมอื่นทำ

ก่อนหน้าที่โซเชียลมีเดียจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตเรามากขนาดนี้ เราเคยอยู่กันได้โดยไม่มีโซเชียล เพราะเราต่างก็มีกิจกรรมทำขณะว่างอยู่แล้ว บางคนเล่นเกมกด บางคนฟังเพลงจากเครื่องเล่น mp3 บางคนอ่านหนังสือการ์ตูน ฉะนั้น ลองเอากิจกรรมที่ว่านั่นกลับมาทำดู หรือจะทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องใช้มือถือ จะช่วยดึงความสนใจจากหน้าจอไปได้ ทำไปทำมา เราจะลดการใช้มือถือได้เอง ซึ่งวิธีนี้ทำให้บางคนถึงขั้นตัดขาดจากโลกโซเชียลไปเลย

Let's block ads! (Why?)


September 15, 2020 at 03:36PM
https://ift.tt/3c7HDUv

5 วิธีเลิกเสพติด “โซเชียลมีเดีย” อย่างจริงจัง - sanook.com
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

Friday, September 18, 2020

โอลาสไม่เชื่อปืนใหญ่สนใจอาอูอาร์จริง | thsport.com - thsport.com

suriyus.blogspot.com

ระดับ :

ความคิดเห็นที่

น.

แก้ไขเมื่อ น.

Let's block ads! (Why?)


September 19, 2020 at 08:51AM
https://ift.tt/32KWpgV

โอลาสไม่เชื่อปืนใหญ่สนใจอาอูอาร์จริง | thsport.com - thsport.com
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

มัดรวมความเซ็กซี่ “ยิปซี คีรติ” ลุคไหนก็แซ่บไม่เปลี่ยน - Sanook

suriyus.blogspot.com

เป็นดาราสาวอีกหนึ่งคนที่ขึ้นชื่อเรื่องเสน่ห์และความเซ็กซี่ สำหรับ ยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์ ล่าสุด เรามัดรวมความเซ็กซี่ในลุคต่างๆ ของเธอมาให้ชมกัน เห็นภาพแล้วก็ต้องบอกว่า ยิปซีดูดีมีเสน่ห์ในทุกอิริยาบถจริงๆ ขนาดผมยุ่งก็แซ่บไม่เปลี่ยน

ยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์gypsykeeratiยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์

ต้องบอกว่าไม่ว่าจะมาลุคไหน นางร้ายอารมณ์ศิลป์ ยิปซี คีรติ ก็ยังคงน่ารักเซ็กซี่เสมอ อย่างล่าสุดเธอไปทริปทะเล ก็ไม่ลืมหยิบชุดว่ายน้ำตัวจิ๋วไปใส่เผยความแซ่บเบาๆ งานนี้ต้องบอกว่าด้วยความสวยใสไม่ธรรมดาเล่นเอาไอจีระอุมากยอดไลก์รูปก็พุ่งหลักแสนไลก์ตลอด

ด้านรูปร่างที่ดูดีเซ็กซี่ทุกมุมแบบนี้ ก็เป็นเพราะช่วงหลัง ยิปซี หันมาออกกำลังกายอย่างจริงจัง โดยได้เทรนเนอร์มืออาชีพสำหรับอย่างเทรนเนอร์จัน ดูแลรูปร่างอย่างใกล้ชิด ทำให้ปีที่ผ่านมา ยิปซี กลายเป็นสาวที่ทรงเสน่ห์ที่สุดในสายตาของหนุ่มๆ หลายคน

สวย เซ็กซี่ แบบนี้ ไม่ว่าลุคไหนก็แซ่บแน่นอน

Let's block ads! (Why?)


September 19, 2020 at 06:35AM
https://ift.tt/32JUc5y

มัดรวมความเซ็กซี่ “ยิปซี คีรติ” ลุคไหนก็แซ่บไม่เปลี่ยน - Sanook
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

Thursday, September 17, 2020

พลังแปลงใหญ่ร่วมฝ่าอุปสรรค วิถี“สวนลำไยยุคดิจิทัล” - คมชัดลึก

suriyus.blogspot.com

การรวมตัวกันคือพลังที่ยิ่งใหญ่ เป็นบทพิสูจน์แห่งการเกษตรยุคดิจิทัล ที่เกษตรกรแปลงใหญ่ บ้านวังกระทิง จ.จันทบุรี จะนำประสบการณ์มาเล่าถึงพลังแห่งการรวมตัวกันและนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาใช้

Let's block ads! (Why?)


September 18, 2020 at 09:27AM
https://ift.tt/33ESpxF

พลังแปลงใหญ่ร่วมฝ่าอุปสรรค วิถี“สวนลำไยยุคดิจิทัล” - คมชัดลึก
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

สภาฯระอุ!'สส.ก้าวไกล'จวก'ศุภชัย'ดึงงบลงพื้นที่ตัวเองเจ้าตัวท้าเดิมพันถ้าผิดจริงพร้อมทิ้งตำแหน่ง - ไทยโพสต์

suriyus.blogspot.com


18 ก.ย.63 - เมื่อเวลา 21.40 น. คืนวันที่ 17 ก.ย. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายงบประมาณของกระทรวงคมนาคม ซึ่งขอปรับลง 5.55 เปอร์เซ็นต์ โดยยกตัวอย่างโครงการที่ส.ส.พยายามแปรญัตติดึงงบไปลงพื้นที่ตัวเอง เอาเงินภาษีประชาชนไปหาเสียง เช่น โครงการบูรณะทางผิวถนนแอสฟัสต์ อ.บ้านแพง จ.นครพนม ที่มีการทำป้ายขอบคุณส.ส.ในพื้นที่ในการปรับปรุงถนนเส้นดังกล่าว วิธีการแบบนี้เรียกว่าสูบเลือดจากคนทั้งแผ่นดิน เพราะมีโลโก้พรรคการเมือง และชื่อส.ส.ชัดเจน คำถามคือการใช้เงินภาษีไปหาเสียงขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ รัฐธรรมนูญมาตรา 144 ไม่มีงบส.ส. และส.ส.ไม่สามารถดึงงบไปลงพื้นที่ตัวเองได้ ระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ไม่ใช่สิ่งดี เราควรใช้วิธีการกระจายอำนาจนำเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง จึงเสนอให้ตัดงบ 5.55 % เพราะเป็นตลกร้าย ใช้งบประมาณเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง รมว.คมนาคมและเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าการกระทำแบบนี้ผิดหรือไม่ จะแก้ปัญหามือใครยาวสาวได้สาวเอาอย่างไร เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น่าภูมิใจเลย  

จากประเด็นนี้ ทำให้นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 และส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ลงจากบัลลังก์ประธานสภาฯ ไปนั่งที่ในที่นั่งส.ส.พรรคภูมิใจไทย ใช้สิทธิ์ถูกพาดพิงว่า ไม่เคยประสานงานของบประมาณจากรมว.คมนาคม ทั้งทางเอกสารและวาจา ไม่เคยทำหนังสือขอแปรญัตติ แม้จะอยู่พรรคเดียวกัน เมื่อประชาชน อ.บ้านแพง จ.นครพนม เดือดร้อน ถนนทรุดโทรมมานานหลายปี เรียกร้องมายังส.ส.ให้ช่วยเหลือ ในฐานะส.ส.พื้นที่ จะละเลยได้อย่างไร เมื่อทราบว่าเป็นความรับผิดชอบของทางหลวงแผ่นดิน ได้ให้ลูกน้องประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่แขวงการทางว่าถนนชำรุดให้ไปดู เมื่อเจ้าหน้าที่ลงมาดูชาวบ้านได้นัดหมายจะชุมนุมกันที่ตรงนั้น ตนได้ลงไปในพื้นที่ดังกล่าวและได้รับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้าน ก็นำหนังสือมอบให้เจ้าหน้าที่แขวงที่รับผิดชอบนำไปพิจารณาแก้ไขให้ประชาชน ไม่ทราบว่านานกี่เดือนจึงมีการซ่อมถนนตรงนี้ เมื่อลงพื้นที่ตรงนั้นอีกครั้ง เห็นถนนซ่อมแซมแล้ว สาเหตุที่เกิดเหตุน่าจะมาจากป้าย น่าจะเป็นความบริสุทธิ์ใจของพี่น้องตรงนั้นที่เขาคงดีใจ คงเข้าใจว่าเป็นเพราะส.ส.ประสานงานให้จึงทำป้ายขอบคุณ ตนไม่ทราบว่าใครเป็นคนขึ้นป้าย และป้ายขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อเห็นป้ายก็ไม่สบายใจจึงขอให้ชาวบ้านเอาออก

“ถ้าผมต้องหลุดจากส.ส. ส.ส.ทั้งสภาจะต้องหลุดด้วย เพราะทุกคนล้วนแต่รับปัญหาของชาวบ้านมาสะท้อนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟัง การกล่าวหาของนายสุรเชษฐ์ เป็นเหตุรุนแรง ถ้าผมกระทำผิดกฎหมายจริงจะต้องหลุดจากส.ส. จึงขอท้านายสุรเชษฐ์ หรือจะทั้งพรรคก็ได้ว่า ถ้ามีหนังสือว่าผมทำหนังสือไปของบจากรมว.คมนาคม หนังสือแปรญัตติของบประมาณ ถ้าผมผิดจริง ยินดีลาออกจากการเป็นส.สเขต 1 และรองประธานสภาฯคนที่ 2 ทันที แต่ถ้าไม่มีนายสุรเชษฐ์จะรับผิดชอบอย่างไร การกล่าวหาคนอื่นลอยๆแบบนี้คนอื่นเสียหายไม่ควรกระทำ” นายศุภชัย กล่าว  

จากนั้น นายสุรเชษฐ์ ลุกขึ้นชี้แจงว่า เรื่องนี้ตั้งเป็นคำถาม ถูกผิดอยู่ที่ศาลตัดสิน แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 144 จะตีความอย่างไรอยากให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น คำถามคือ ภาพที่ตนแสดงไปเป็นการกระทำผิดจริงหรือไม่ และหากมีการดึงงบลงพื้นที่จริง จะแก้ไขกันอย่างไร

Let's block ads! (Why?)


September 18, 2020 at 08:11AM
https://ift.tt/3c8HYq1

สภาฯระอุ!'สส.ก้าวไกล'จวก'ศุภชัย'ดึงงบลงพื้นที่ตัวเองเจ้าตัวท้าเดิมพันถ้าผิดจริงพร้อมทิ้งตำแหน่ง - ไทยโพสต์
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

Wednesday, September 16, 2020

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เรียกร้องชาติสมาชิกร่วมมือต่อสู้โควิด-19 - efinanceThai

suriyus.blogspot.com

  สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นางเออร์ซูล่า ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้เรียกร้องให้ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) 27 ประเทศร่วมมือกันต่อสู้กับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของยุโรปหดตัวรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการให้ชาติสมาชิกพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

  โดยทาง EU มีแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทวีปยุโรปลงอย่างน้อย 55% ภายในปี 73 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ระดับ 40% และพร้อมที่จะใช้พันธบัตร Greenbond เป็นเงินทุนสำหรับเดินหน้าโครงการด้านสิ่งแวดล้อม

  นอกจากนี้นางเออร์ซูล่ายังได้เรียกร้องให้ชาติสมาชิกยุโรปหันมาลงทุนในด้านเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อแข่งขันกับประเทศจีน และสหรัฐฯอย่างจริงจังโดยทาง EU พร้อมที่จะลงทุน 20% ในเงินกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจในวงเงิน 7.35 แสนล้านยูโรเพิ่มพัฒนาในส่วนของโครงการดิจิทัล รวมถึงจัดกรอบค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของค่าแรงในกลุ่มชาติสมาชิก EU

  ทั้งนี้นางเออร์ซูล่า ยังต้องการให้ EU และอังกฤษ หันมาเจรจาข้อตกลงการค้าอย่างจริงจัง เนื่องจากยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่โอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงทางการค้าก็ลดลงมากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งยังได้เตือนอังกฤษว่าการละเมิดข้อตกลง Brexit ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในส่วนอื่นๆหรือบังคับให้ EU ทำในสิ่งอังกฤษต้องการได้

Let's block ads! (Why?)


September 16, 2020 at 05:32PM
https://ift.tt/33BIE3h

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เรียกร้องชาติสมาชิกร่วมมือต่อสู้โควิด-19 - efinanceThai
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

Saturday, September 12, 2020

คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านแรงงานเร่งเยียวยาผู้ประกอบการภูเก็ต - เสียงใต้รายวัน

suriyus.blogspot.com

ภูเก็ตคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านแรงงาน ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการสปาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อรับทราบปัญหาในการดำเนินกิจการหลังโควิด 19 นำเสนอต่อวุฒิสภาส่งต่อไปยังรัฐบาล เพื่อเร่งหาแนวทางเยียวยาผู้ประกอบการและกลุ่มแรงงานให้เดินหน้าต่อไป

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ สุโขสปา รีสอร์ท จังหวัดภูเก็ต นายจรินทร์ จักกะพาก รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านแรงงาน ในคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา พร้อมคณะ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการภาคบริการในธุรกิจสปาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต หลังวิกฤติโควิด-19 โดยมี นางรัตนดา ชูบาล นายกสมาคมสปาเพื่อสุขภาพจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นางฐานิตา วาณิชชุติกุล ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านนวดจังหวัดภูเก็ต นายนิธิธร เทพบุตร กรรมการผู้จัดการสุขโขสปา รีสอร์ท และผู้ประกอบการสปา ร่วมสะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการและกลุ่มแรงงานในธุรกิจสปา ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19
นางฐานิตา วาณิชชุติกุล ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านนวดจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและภาคแรงงานอย่างมาก ซึ่งภาคธุรกิจต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเร่งด่วนคือเรื่องภาวะหนี้สิน ในการพักชำระหนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากผลกระทบจากภาวะวิกฤติที่ต้องเร่งให้การช่วยเหลือ เพราะขณะนี้จังหวัดภูเก็ตมีรายได้เป็นศูนย์ จากที่เคยมีรายได้เป็นแสนแสนล้านบาท ส่งผลต่อภาวะดอกเบี้ยที่กำลังจะเกิดขึ้นจากวิกฤติโควิด ในขณะที่ผู้ประกอบการไม่ต้องการให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด
นางรัตนดา ชูบาล นายกสมาคมสปาเพื่อสุขภาพจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า นอกจากการพักชำระหนี้แล้ว สิ่งที่ภาคธุรกิจและกลุ่มแรงงานต้องการคืองาน เพื่อจะได้สร้างคนและสร้างงานให้กลับมาโดยเร็ว รวมทั้งการปล่อยเงินกู้ตามที่เคยยื่นกู้กลับมา เพื่อการขับเคลื่อนของธุรกิจและการจ้างงานต่อไป
นายจรินทร์ จักกะพาก รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านแรงงาน ในคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา กล่าวว่า การลงพื้นที่พบผู้ประกอบการสปา เนื่องจากกิจการสปาและการนวดถือเป็นเอกลักษณ์ไทย ที่ได้รับการนิยมจากต่างชาติสูงมากและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และจังหวัดภูเก็ตเป็นแหล่งใหญ่ที่มีผู้ประกอบการประมาณ 400 กว่าแห่ง และมีแรงงานในกลุ่มนี้ประมาณ 20,000 คน เป็นรายได้หนึ่งที่สร้างให้กับจังหวัดสูง จึงต้องลงมารับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งถือเป็นการสะท้อนภาพ โดยพบว่าประสบปัญหาเหมือนกันกับกิจการอื่นๆ แต่ภาคเอกชนในจังหวัดให้ความร่วมมือกันดี รวมทั้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่มีการดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถือเป็นวิกฤตเป็นโอกาสที่เราได้สามัคคีซึ่งกันและกัน
สำหรับ ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเช่นการบริการภาครัฐในเรื่องของการประกันสังคม การของเงินทุนหมุนเวียน การพักชำระหนี้ เป็นปัญหารวมของทุกธุรกิจที่เหมือนกัน ทางสมาชิกวุฒิสภาจะสรุปปัญหาเหล่านี้เสนอต่อรัฐบาล เพื่อหาทางออกที่ดีขึ้นโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม จากสภาวะเช่นนี้ถือเป็นสภาวะที่ไม่เหมือนเดิม จึงอยากให้ทุกฝ่ายมีการปรับตัว เช่น การปรับตัวในธุรกิจ การปรับตัวด้านความเป็นอยู่ของคน ที่จะต้องประหยัดมากขึ้น เพื่อลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน และหาทางเลือกใหม่ของชีวิตที่สามารถอยู่กับตัวเองมากขึ้น โดยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ แต่จะต้องมีความมั่นใจในตัวเอง เพื่อที่จะสามารถผ่านวิกฤตไปได้ด้วยกัน ซึ่งจะช้าหรือเร็วแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับความร่วมมือซึ่งกันและกัน

Let's block ads! (Why?)


September 12, 2020 at 07:50PM
https://ift.tt/2ZsoA2b

คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านแรงงานเร่งเยียวยาผู้ประกอบการภูเก็ต - เสียงใต้รายวัน
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

4 กลุ่มต้องขึ้นทะเบียนโดรน หลัง 23 ก.ย. นี้ มีใครบ้าง เช็คเลย! - ประชาชาติธุรกิจ

suriyus.blogspot.com
ภาพจาก Pixabay

“โดรน” หรือ อากาศยานไร้คนขับ กลายเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่เข้ามามีส่วนช่วยในอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ เช่น เกษตรกรรม การขนส่ง กลุ่มธุรกิจภาพยนตร์ เป็นต้น ซึ่งหากไม่มีการควบคุมอย่างจริงจัง ก็อาจจะมีคนนำโดรนไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายได้ ดังนั้นโดรนจึงต้องถูกควบคุมเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ล่าสุด ‘กสทช.’ ได้ปรับปรุงประกาศโดรนฉบับใหม่ ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่ซื้อโดรนหลังวันที่ 23 กันยายนนี้ ต้องมาขึ้นทะเบียนใช้งาน ภายใน 30 วัน หากเกินกำหนดจะมีค่าปรับตามกฎหมาย

ใครที่ต้องขึ้นทะเบียนโดรนบ้าง

ผู้ที่มีโดรนในครอบครอง 4 ประเภท

1.เจ้าของโดรนและใช้งานทั่วไป

2.ผู้ที่นำโดรนมาใช้ในภารกิจชั่วคราว เช่น กองถ่ายภาพยนตร์ งานแสดงโชว์

3.หน่วยงานรัฐและเอกชนทั้งหมด ยกเว้นหน่วยงานด้านความมั่นคง

4.นักท่องเที่ยวต่างชาติที่นำโดรนเข้ามาใช้ในไทย

เสียค่าปรับ ถ้าไม่ขึ้นทะเบียนโดรน

ผู้ซื้อโดรนรายใหม่ หลังวันที่ 23 กันยายน หากไม่ขึ้นทะเบียนโดรนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่มีโดรนไว้ในครอบครอง จะมีความผิดตามพ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นทะเบียนโดรนที่ไหน

หากเป็นเจ้าของโดรนตาม 4 ประเภท สามารถเดินทางไปขึ้นทะเบียนได้ที่สำนักงาน กสทช. ส่วนกลาง ซอยพหลโยธิน 8 (ซอยสายลม) กรุงเทพฯ หรือสำนักงานกสทช. ในเขตพื้นที่ที่อาศัยอยู่

โดยจะมีค่าธรรมเนียม 200 บาทต่อ 1 เครื่อง สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 670 8888 ต่อ 7850,7852 สายด่วน Call Center 1200 หรือ แฟนเพจเฟซบุ๊กและยูทูป ‘กสทช.’ ไลน์ @NBTC

5 พื้นที่ ขอขึ้นทะเบียนโดรนมากที่สุด

จากข้อมูลจาก กสทช. สถิติการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนโดรนระหว่างวันที่ 12 ตุลาคม 2560 – 30 พฤศจิกายน 2562 พบว่า มีผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนทั้งสิ้น 17,298 เครื่อง โดยพื้นที่ที่มีผู้ขอขึ้นทะเบียนโดรนมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ 7,274 เครื่อง นนทบุรี 1,286 เครื่อง เชียงใหม่ 1,052 เครื่อง ปทุมธานี 973 เครื่อง และสมุทรปราการ 739 เครื่อง

Let's block ads! (Why?)


September 12, 2020 at 02:49PM
https://ift.tt/3mbMGb8

4 กลุ่มต้องขึ้นทะเบียนโดรน หลัง 23 ก.ย. นี้ มีใครบ้าง เช็คเลย! - ประชาชาติธุรกิจ
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

Thursday, September 10, 2020

"เศรษฐพงค์" ชี้ ถึงเวลาทำแพลตฟอร์มป้องกันแฮกเกอร์จริงจัง แนะ หน่วยงานแชร์ข้อมูลร่วมกันสร้าง Cyber Security - สยามรัฐ

suriyus.blogspot.com

"เศรษฐพงค์" ชี้ ถึงเวลาทำแพลตฟอร์มป้องกันแฮกเกอร์จริงจัง แนะ หน่วยงานแชร์ข้อมูลร่วมกันสร้าง Cyber Security ป้องกันเหมือนกรณีภัยพิบัติ ระบุ รัฐต้องให้ความสำคัญสร้างระบบ-ประสานความร่วมมือเอกชน

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทยปัจจุบันพบว่าการแฮกข้อมูลโดยแฮกเกอร์เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งหลายครั้งส่งผลเสียหายทั้งด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากแฮกเกอร์จะพุ่งเป้าไปที่ข้อมูลสำคัญๆ ทั้งของภาคธุรกิจและสังคม รวมถึงหน่วยงานราชการ ซึ่งประเทศไทยนั้นมี พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 กฎหมายฉบับนี้ถูกบังคับใช้กับหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานเอกชนซึ่งมีภารกิจหรือให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศรวมทั้งสิ้น 8 กลุ่ม ได้แก่ ด้านความมั่นคงของรัฐ, ด้านบริการภาครัฐที่สำคัญ, ด้านการเงินการธนาคาร, ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม, ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์, ด้านพลังงานและสาธารณูปโภค, ด้านสาธารณสุข และด้านอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการฯ ประกาศกำหนดเพิ่มเติม ซึ่งบทเรียนจากการถูกแฮกต้องเรียนรู้สู่การปรับปรุงในอนาคต โดยจะต้องมีการแชร์ข้อมูลระหว่างกันเพื่อสร้าง Cyber Security และการแชร์ข้อมูลระหว่างกัน เป็นเรื่องที่ดีในการเตรียมพร้อม แต่ไม่ใช่ว่าป้องกันได้ 100 % ซึ่งเราอาจจะต้องนำวิธีการป้องกันภัยธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ เช่น มีการเตรียมความพร้อมในการระวังป้องกัน และเมื่อถูกโจมตีจะต้องมีการแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือ ซึ่งจะลดผลเสียหายได้

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวอีกว่า วันนี้ประเทศไทยควรมีการบังคับใช้ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อย่างจริงจัง รวมทั้งการสร้างแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีในการป้องกันแฮกเกอร์อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การ Backup และการกระจายข้อมูลไปยังสถานีย่อยเป็นเรื่องที่ควรทำ เพื่อลดความเสี่ยง การเตรียมความพร้อมไว้เป็นเรื่องที่ดีทำการ Backup ข้อมูลตามหลักวิชาการ และหน่วยงานต่างๆควรจะทำ Security PenTest จะทำให้เราทราบจุดอ่อนและปิดช่องโหว่นั้นได้ แต่วันนี้เราได้มีการประเมินหน่วยงานต่างๆหรือไม่ว่ามีความพร้อมในการรับมือหรือไม่ การเตรียมพร้อมไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็นการร่วมมือกันป้องกัน ในส่วนของรัฐบาลจะต้องมีนโยบายในการส่งเสริมให้สร้างระบบต่างๆ ซึ่งจะต้องขอความร่วมมือกัน เช่น หน่วยงานใหญ่ๆอาจจะเป็นเป้าแรก ซึ่งเมื่อโดนแล้วต้องเตือนหน่วยงานอื่นๆ เป็นการสร้างแพลตฟอร์มในการป้องกันร่วมกัน แบบนี้การป้องกันภัยถึงจะมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นอกจากนี้ควรทำประกันวินาศภัย ในความเสียหายด้าน Cyber ด้วย ซึ่งขณะนี้เริ่มมีบริษัทประกันในประเทศไทยรับทำแล้ว

"วันนี้เทคโนโลยีต่างๆ พัฒนาไปไกล เราก็ต้องตามเทคโนโลยีต่างๆให้ทัน อย่างเรื่องของโลกไซเบอร์นั้น ที่ผ่านมาเราก็พบเจอปัญหาจากแฮกเกอร์มากมาย ซึ่งในส่วนของข้อมูลต่างๆเราจะต้องมีการวางระบบป้องกันไว้ด้วย ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานต่างๆของรัฐจะต้องร่วมมือกันในการวางแพลตฟอร์มเพื่อป้องกันการโจมตีจากโลกไซเบอร์อย่างเป็นรูปธรรม" พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว

Let's block ads! (Why?)


September 11, 2020 at 09:48AM
https://ift.tt/3k6p99B

"เศรษฐพงค์" ชี้ ถึงเวลาทำแพลตฟอร์มป้องกันแฮกเกอร์จริงจัง แนะ หน่วยงานแชร์ข้อมูลร่วมกันสร้าง Cyber Security - สยามรัฐ
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

SonoScape เปิดตัว Elite Series ระบบอัลตราซาวด์ระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ล่าสุด - อาร์วายที9

suriyus.blogspot.com
SonoScape เปิดตัว Elite Series ระบบอัลตราซาวด์ระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ล่าสุด

เซินเจิ้น จีน--11 ก.ย.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

SonoScape Medical Corporation เปิดตัวระบบอัลตราซาวด์ระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ ได้แก่ Elite Series ซึ่งผสมผสานโซลูชั่นปัญญาประดิษฐ์ ฟีเจอร์สุดล้ำ และสมรรถนะการประมวลผลของระบบที่ผ่านการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

ตัวเลือกที่ลงตัวและคุ้มค่า: ผลิตภัณฑ์ใน ELITE Series มีส่วนประกอบและหลักการดีไซน์แบบเดียวกับที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ไฮเอนด์รุ่นอื่นๆ โดยถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่จากผลงานด้านวิศวกรรมอันล้ำยุคของ SonoScape ได้แก่ Wis+ แพลตฟอร์มอัลตราซาวด์อัจฉริยะ ฟีเจอร์ต่างๆ เช่นเครื่องมืออัตโนมัติที่ใช้ AI อย่าง S-Fetus, Auto OB และเทคโนโลยีการสร้างภาพซึ่งเป็นมาตรฐานของแพลตฟอร์ม ทำให้ผลิตภัณฑ์ในซีรีส์นี้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าเกินความคาดหมาย

“เราพัฒนา ELITE Series ภายใต้การร่วมมืออย่างจริงจังกับผู้เชี่ยวชาญทางคลินิก” Zhou Wenping หัวหน้าแผนกวิจัยและพัฒนา บริษัท SonoScape Medical Corporation กล่าว “ฉันเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ซีรีส์ใหม่นี้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการวินิจฉัยได้อย่างมาก และจะช่วยให้แพทย์สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอีกขั้นอย่าง CEUS”

หลักการเดิม แนวทางใหม่: แถลงการณ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการของบริษัทระบุว่า ผลิตภัณฑ์ซีรีส์ใหม่นี้มีสมรรถนะในการประมวลข้อมูลสูงกว่าระบบก่อนหน้าสี่เท่า และมีอัตราการตอบสนองของระบบสูงกว่าสิบเท่า การเพิ่มสมรรถภาพเช่นนี้ช่วยสนับสนุนกระบวนการทำงานของแพทย์ และช่วยเพิ่มความมั่นใจในการวินิจฉัย ด้วยโหมดการเรนเดอร์ภาพที่ก้าวหน้าอย่างเช่น S-Live Silhouette, Color 3D และอื่นๆ

“ELITE Series ดึงดูดความสนใจอย่างมากในการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการ” Hover Zheng ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์บริษัท SonoScape กล่าว “ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้อาจจะเป็นสิ่งที่พลิกโฉมทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในระดับเดียวกัน เนื่องจากได้ผสมผสานข้อดีทั้งหมดไว้ด้วยกัน ทั้งสมรรถนะระดับพรีเมียมและราคาที่สมเหตุสมผล”

SonoScape ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงเทคโนโลยีการสร้างภาพและกระบวนการบริหารจัดการการวินิจฉัยผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงสร้างโซลูชั่นที่สามารถใช้งานได้จริงให้แก่โรงพยาบาลและคลินิกซึ่งต้องการเพิ่มสมรรถนะด้วยการยกระดับประสบการณ์การใช้บริการของผู้ป่วย ผลลัพธ์ด้านสุขภาพ และประสบการณ์การทำงานของบุคลากร พร้อมทั้งลดต้นทุนในการรักษาไปด้วย

เกี่ยวกับ SonoScape

บริษัท SonoScape ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 ในเซินเจิ้น ประเทศจีน โดยมุ่งที่จะ “ดูแลชีวิตด้วยนวัตกรรม” (Caring for life through innovation) ผ่านการสร้างโซลูชั่นอัลตราซาวด์และการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร ตลอดจนให้บริการที่ดีที่สุด ปัจจุบันบริษัทมีศูนย์วิจัยและพัฒนา 7 แห่งในเซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ ฮาร์บิน อู่ฮั่น โตเกียว ซิลิคอนแวลลีย์ และซีแอตเทิล SonoScape เป็นหนึ่งในแบรนด์อัลตราซาวด์ 10 อันดับแรกของโลก และมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังในแต่ละปี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นเรื่อยๆต่อไป

รูปภาพ - https://ift.tt/35pvhWl

คำบรรยายภาพ: ELITE Series ระบบอัลตราซาวด์ใหม่ล่าสุดจาก SonoScape


Let's block ads! (Why?)


September 11, 2020 at 08:00AM
https://ift.tt/32iy2ad

SonoScape เปิดตัว Elite Series ระบบอัลตราซาวด์ระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ล่าสุด - อาร์วายที9
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

Tuesday, September 8, 2020

นายกสมาคมไก่ฯ แนะรัฐยกระดับสมุนไพรไทยเพื่อการบำบัดรักษาโรค ลดงบฯ ซื้อยาต่างประเทศ - ผู้จัดการออนไลน์

suriyus.blogspot.com



ศูนย์ข่าวศรีราชา -
นายกสมาคมไก่ฯ แนะรัฐหนุนงานวิจัยยกระดับสมุนไพรไทยสู่การบำบัดรักษาโรคอย่างจริงจัง เพื่อลดงบประมาณในการสั่งซื้อยาราคาแพงจากต่างประเทศ หลังสมุนไพรหมอแสง ได้ผลจริงด้านการบำบัดรักษามะเร็ง

จากกรณีที่ นายแสงชัย แหเลิศตระกูล ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดปราจีนบุรี หรือ “หมอแสง ปราจีนบุรี” ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังด้านการใช้สมุนไพรบรรเทาอาการเจ็บปวดของผู้ป่วยมะเร็งที่หมดหนทางรักษา ด้วยการเปิดบ้านแจกสมุนไพรฟรีให้แก่ผู้ป่วย และผู้ยากไร้ในทุกวันเสาร์แรกของเดือน จนในวันนี้ได้รับการประกาศให้เป็นหมอพื้นบ้าน ขณะที่สมุนไพรที่ใช้แจกชาวบ้านยังได้รับการรับรองจาก อย.อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ในวันนี้ “หมอแสง” ยังสามารถคิดสูตรสมุนไพรสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเบาหวาน และได้เริ่มแจกจ่ายให้ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก รวมถึงผู้ป่วยในเรือนจำ จ.ชัยนาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงการรักษา รวมทั้งผู้ที่ไม่มีสิทธิเบิกค่ายา หรือค่ารักษาพยาบาลได้นั้น


ล่าสุด ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฉวีวรรณ ผู้ส่งออกเนื้อไก่ไทยรายใหญ่ 1 ใน 5 ของประเทศ ซึ่งเป็น 1 ในผู้ใช้สมุนไพรบำบัดรักษาโรคมะเร็ง ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขให้การสนับสนุนและส่งเสริมเพื่อให้เกิดการวิจัยสมุนไพรไทยสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ อย่างจริงจัง

หลังที่ผ่านมา พบว่า แม้ประเทศไทยจะมีสมุนไพรหายาก และมีสรรพคุณในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ มากมาย แต่ก็ยังไม่เคยได้รับการสนับสนุนด้านงานวิจัยเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง สำหรับช่วยผู้ป่วยที่ไม่มีเงินซื้อยาราคาแพงจากประเทศแทบตะวันตก

“สำหรับผู้ป่วยมะเร็งในวันนี้มั่นใจแล้วว่าสมุนไพรหมอแสง สามารถใช้บำบัดรักษาได้จริง ซึ่งแม้แต่หมอแผนปัจจุบันยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น อีกจุดหนึ่งคือเมืองไทยมีสมุนไพรจำนวนมาก ซึ่งหากรัฐบาลให้การสนับสนุน อย่างจริงจังก็เชื่อว่าจะสามารถลดงบประมาณในการจัดซื้อยาจากต่างประเทศได้อย่างมหาศาล และคิดว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและผู้ยากไร้ได้มาก”


ดร.ฉวีวรรณ ยังบอกอีกว่า ตนเองเห็นด้วยกับแนวคิดของ หมอแสง เรื่องการสนับสนุนผู้ที่สำเร็จการศึกษาด้านแพทย์แผนไทย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่ในวันนี้ยังไม่เห็นว่ามีหน่วยงานใดให้การสนับสนุน จึงทำให้ผู้ที่จบการศึกษาในด้านนี้ไม่ค่อยมีบทบาทเท่าที่ควร ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการใช้แพทย์ทางเลือก ถือเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยผู้ป่วยได้

เห็นได้จากการคิดค้นสูตรสมุนไพรสำหรับบำบัดอาการป่วยด้วยโรคเบาหวาน ที่ในวันนี้ หมอแสง สามารถแจกจ่ายสมุนไพรให้แก่ผู้ป่วยเป็นจำนวนมากและใช้ได้เห็นผลจริง โดยไม่ต้องพึ่งยาจากประเทศตะวันตกที่มีราคาแพง

แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่อยากจะฝากไปยังผู้ป่วยทั้งโรคเบาหวาน และมะเร็งที่ใช้สมุนไพรของหมอแสง ว่า เมื่อในวันนี้มีสมุนไพรที่ดีแล้วผู้ป่วยก็จะต้องดูแลตัวเองในเรื่องการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่เครียด ออกกำลังกายเป็นประจำควบคู่ไปกับการรับประทานสมุนไพร จึงจะได้ผลดี


Let's block ads! (Why?)


September 09, 2020 at 07:52AM
https://ift.tt/2FnxQ04

นายกสมาคมไก่ฯ แนะรัฐยกระดับสมุนไพรไทยเพื่อการบำบัดรักษาโรค ลดงบฯ ซื้อยาต่างประเทศ - ผู้จัดการออนไลน์
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

'บิ๊กป้อม'สั่งเร่งฟื้นฟูคลองแสนแสบ เน้นย้ำทุกฝ่ายร่วมแก้ปัญหาอย่างจริงจัง - หนังสือพิมพ์แนวหน้า

suriyus.blogspot.com

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.59 น.

"พล.อ.ประวิตร"เผยลงพื้นที่คลองแสนแสบ สั่งการเร่งฟื้นฟู เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายร่วมกันทำงานแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของปชช.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการลงพื้นที่ติดตามแนวทางการพัฒนาฟื้นฟูคลองแสนแสบ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มอบหมายให้กรมธนารักษ์ส่งมอบการดูแลคลองแสนแสบให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการพัฒนาและการบริหารจัดการกรุงเทพมหานคร พร้อมกับมอบให้กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมเจ้าท่า ร่วมพัฒนาฟื้นฟูคลองแสนแสบในระยะเร่งด่วนให้เป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่ รวมถึงมอบหมายให้กรมชลประทาน และกรุงเทพมหานคร ร่วมกันบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ นั้น ได้มีการเร่งรัดให้ขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกรุงเทพฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสั่งการให้กรมเจ้าท่าจัดการจราจรทางน้ำให้ปลอดภัยไร้มลพิษทางเสียงและกลิ่น เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายร่วมกันทำงานอย่างจริงจัง เพื่อจะได้เป็นต้นแบบให้กับคลองอื่นๆ ที่มีปัญหาลักษณะเดียวกัน อีกทั้งต้องสร้างการรับรู้ให้ทุกภาคส่วนทราบ และร่วมมือตามแนวทางจิตอาสาด้วย เพื่อคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยที่ดีของประชาชนทุกคน

Let's block ads! (Why?)


September 08, 2020 at 05:59PM
https://ift.tt/3i9WhwE

'บิ๊กป้อม'สั่งเร่งฟื้นฟูคลองแสนแสบ เน้นย้ำทุกฝ่ายร่วมแก้ปัญหาอย่างจริงจัง - หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog

"สามารถ"จี้สตช.เร่งจัดการพนันออนไลน์อย่างเด็ดขาด - โพสต์ทูเดย์

suriyus.blogspot.com

"สามารถ"จี้สตช.เร่งจัดการพนันออนไลน์อย่างเด็ดขาด

วันที่ 08 ก.ย. 2563 เวลา 14:41 น.

คณะทำงานแก้ปัญหาศึกษาการพนันฯ ระบุการพนันออนไลน์เข้าถึงประชาชนง่ายในยุคดิจิทัล ยกตัวอย่างครอบครัว"ศรราม"ยังพังเหตุภรรยาติดการพนันออนไลน์ จี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการอย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ร้องทุกข์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และคณะทำงานแก้ปัญหาศึกษาการพนัน และบ่อนการพนันออนไลน์ ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎรโพสต์เฟซบุ๊กว่า ได้รับข้อมูลจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนว่า ติ๊ก กนิษฐรินทร์ หรือ ติ๊ก บิ๊กบราเธอร์ ภรรยา หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์ มีเหตุต้องเลิกรากันเพราะการพนันออนไลน์ ตนมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องมาตกผลึกร่วมกัน ก่อนหน้านี้เคยพูดหลายครั้งหลายเวทีว่าการพนันเป็นสิ่งไม่ดี จะทำให้คนหมดเนื้อหมดตัว ครอบครัวแตกสาแหรกขาด ในตอนนี้ครอบครัว ติ๊ก และ ศรราม ซึ่งเคยเป็นครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อแม่ลูกก็ต้องเลิกรากันเพราะการพนันออนไลน์

ทั้งนี้้ การพนันออนไลน์เข้ามาถึงประชาชนและทุกคนได้ง่ายขึ้น เนื่องจากเข้าสู่ยุคดิจิทัลมีการทำธุรกรรม นิติกรรม ผ่านทางโทรศัพท์มือถือรวมถึงเชิญชวนให้เล่นการพนันออนไลน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นผ่านเว็บไซต์ภาพยนตร์ เว็บไซต์ข้อมูลข่าวสาร หรือเว็บไซต์ซื้อสินค้าเป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มบุคคลไลฟ์สดชวนเชื่อให้คนเล่นการพนัน ตรงนี้ทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายและสุดท้ายเข้าไปเสพติดการพนัน ตนขอยกตัวอย่างให้เห็นว่าในต่างประเทศนั้น คนต่างประเทศมีวินัยมากซึ่งต่างจากคนไทย ในหลวงรัชกาลที่ 5 เคยให้พระบรมราโชวาทไว้ ขอย้อนอดีตว่าบ่อนการพนันในอดีตมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีการเก็บภาษีโดยมีการนายอากรบ่อนเบี้ยในสมัย ในหลวงรัชกาลที่ 2 ก็เคยมีการให้ตั้งบ่อนการพนันอย่างถูกกฎหมาย ตามบันทึกการประชุมพงสาวดารของ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ระบุไว้ว่า เก็บอากรบ่อนเบี้ยได้ 260,000 บาท ในสมัยในหลวงรัชกาลที่ 3 การค้ารุ่งเรืองเก็บอากรบ่อนเบี้ยได้เพิ่มเป็นปีละ 400,000 บาท คนเล่นการพนันมากขึ้น สมัยในหลวงรัชกาลที่ 4 เก็ยอากรบ่อนเบี้ยได้เพิ่มขึ้นอีกปีละ 500,000 บาท

ในสมัยนั้นที่เล่นกันก็มีไพ่ไทย ไพ่จีน ไพ่แปดเก้า ไพ่ช้างงา ต่อแต้ม พุ่งเรือ หมากรุก สเก สกา ด่วน วิ่งวัวคน วิ่งวัวละเทะ วิ่งม้า หรือวิ่งวัววิ่งควาย แข่งเรือ ชนไก่ ชนนก กัดปลา และยังมีการพนันอีกหลายชนิดที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน พอเข้าสู่สมัยในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงเห็นโทษมหันต์จากการพนัน การเสด็จประพาสยุโรปในครั้งที่ 2 ไปเมืองมอนติคาร์โล ประเทศโมนาโก เมืองแห่งการพนันในยุโรป และทรงมีพระราชหัตถเลขา กรมพระยาดํารงราชานุภาพ เมื่อปี 2450 หรือเมื่อ 113 ปีก่อน ได้เรียนตำราเล่นเบี้ยอย่างฝรั่งเข้าใจซึ่งเข้าใจว่าเล่นไม่น่าสนุกนั้นไม่จริงเลย สนุกยิ่งกว่าอะไรทั้งปวงจึงคิดว่าถ้าชาวบางกอกได้เรียนรู้ ไปเล่นแล้วคงฉิบหายไม่เหลือ ถ้าหากว่าเข้าเมืองเราเมื่อไรอย่ารอช้าสักวันเดียวก็ไม่ควรต้องห้ามทันที

ทั้งนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ยังคงพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือนว่า การเล่นเบี้ยนั้นเป็นที่ไม่ต้องพักอัธยาศัยมาทุกๆ พระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นควรที่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ผู้ซึ่งมีความนับถือเคารพต่อพระบารมี และพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดินสืบๆ กันมา ควรจะคิดตริตรองให้เห็นโทษเห็นคุณตามจริง และงดเว้นการสนุกและการหาประโยชน์ในเรื่องเบี้ยนี้เสีย จะได้ช่วยกันรับราชการสนองพระเดชพระคุณบำรุงแผ่นดิน เพิดถอนความชั่วในเรื่องเล่นเบี้ย ซึ่งอบรมอยู่ในสันดานชนทั้งปวง อันอยู่ในพระราชอาณาเขต เป็นเหตุเหนี่ยวรั้งความเจริญของบ้านเมืองให้เสื่อมสูญไป

ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงเน้นย้ำให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน ไม่ใช่มาตั้งตัวเสนอตัวตั้งบ่อยเสียเอง เมื่อพระองค์ทรงตัดสินพระทัยให้ยกเลิกบ่อน ก็ทรงปรับปรุงงานพระคลังเพื่อหารายได้มาทดแทนอากรบ่อนเบี้ย ทรงโปรดให้กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ขณะเป็นเสนาบดีมหาดไทยออกไปสำรวจตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ และมิได้มีหนังสือกราบบังคมทูลในหลวงรัชกาลที่ 5 ว่า บ่อนเบี้ยตามหัวเมืองมีผลร้ายยิ่งกว่าบางกอก ถ้าคิดจะเลิกแล้วควรเลิกตามหัวเมืองเข้าไปก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงสั่งให้ยกเลิกบ่อนเบี้ยตามหัวเมืองก่อน และให้เลิกบ่อนให้หมดทั้งประเทศในวันที่ 1 เม.ย. 2460 ในหนังสือกราบบังคมทูลของ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ยังระบุไว้ว่า ตั้งแต่โปรดเกล้า

ยกเลิกการพนันนั้นโจรผู้ร้ายลักเล็กขโมยน้อยสงบไปมาก ผัวเมียที่เคยทะเลาะวิวาทร้องอย่ากันเดือนละ 12 คู่ เรื่องเล่นไผ่ก็สงบลงเหมือนกัน และได้มีการประชุมหัวหน้าพ่อค้าเพื่อไต่สวนดูว่า ระหว่างเปิดให้เล่นการพนันกับหยุดเล่น ส่งผลเสียในการค้าขายอย่างไรบ้าง ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า การค้าขายดีขึ้น การให้สินค้าเชื่อไปจำหน่ายก็ดีขึ้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเมื่อ 113 ปีก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงให้เลิกบ่อน เพราะเห็นผลเสียร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและครองครัว ฉะนั้นวันนี้เราก็คงต้องมาพูดถึงเรื่องบ่อนการพนันออนไลน์นั้นจะต้องดำเนินการอย่างไร เพราะคงไม่ใช่แค่ ติ๊ก กับ ศรราม เท่านั้นที่ต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ยังมีคนอีกจำนวนมากหมดเนื้อหมดตัวจากการถูกชักชวนเล่นการพนัน อย่างคำโบราณที่พูดว่า โจรปล้น 10 ครั้งไม่เท่าไฟไหม้ 1 ครั้ง ไฟไหม้ 10 ครั้งไม่เท่าเล่นการพนัน 1 ครั้ง เพราะทั้งโจรทั้งไฟไหม้นั้นก็ได้ไปแค่ทรัพย์สิน แต่การพนันเอาไปทั้งโฉนดที่ดิน บ้าน ครองครัว ทุกอย่าง

ตนขออันเชิญพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ร.ร.นรต.ที่สวนอัมพร เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2525 ว่า การทำความดีนั้นทำยากและเห็นผลช้าแต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่ายจะเข้ามาแทนที่ และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว แต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามให้สุดกำลัง ในการสร้างเสริมและสะสมความดี ฉะนั้นวันนี้การพนันออนไลน์เข้ามามีบทบาทตามที่เชื้อเชิญทำให้คนเข้าไปหลงผิด ก็คงต้องน้อมนำพระบรมราโชวาทเตือนสติประชาชน เพื่อให้ห่างไกลจากการเล่นการพนัน และฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กระทรวงดิจิตัลฯ กระทรวงมหาดไทย และผู้เกี่ยวข้องกับด้านกฎหมายทุกฉบับให้ดำเนินการอย่างจริงจัง ส่วนตนนั้นในบทบาทที่ดูแลอยู่ในคณะทำงานศึกษาป้องกันบ่อนการพนันออนไลน์นั้น ก็จะช่วยศึกษาปัญหาเหล่านี้ให้ครบถ้วน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อปกป้องประขาชนตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อไป

Let's block ads! (Why?)


September 08, 2020 at 02:48PM
https://ift.tt/3bDKzbq

"สามารถ"จี้สตช.เร่งจัดการพนันออนไลน์อย่างเด็ดขาด - โพสต์ทูเดย์
https://ift.tt/2BaQsOR
Home To Blog